พระราชประวัติ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเจ้าเสือได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับราชการเป็นที่ โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาได้ตำแหน่งเป็นหลวงสรศักดิ์ สมัยสมเด็จพระเพทราชา หลวงสรศักดิ์ให้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระเพทราชา พระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8
เมื่อราชาภิเษก พ.ศ. 2246 สมเด็จพระเจ้าเสือ ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าเพชร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และเจ้าฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)
ทรงมีความเด็ดขาดในการมีรับสั่งให้ผู้ที่ปฏิบัติงานใดต้องสำเร็จผลเป็นอย่างดี หากบกพร่องพระองค์จะมีรับสั่งให้ลงโทษ ไม่เฉพาะข้าราชบริพารเท่านั้น แม้พระราชโอรสทั้งสองก็เช่นกัน อย่างเช่น ในการเสด็จไปคล้องช้างที่เมืองนครสวรรค์ มีรับสั่งให้เจ้าฟ้าเพชรและเจ้าฟ้าพรตัดถนนข้ามบึงหูกวาง โดยถมบึงส่วนหนึ่งให้เสร็จภายในหนึ่งคืน พระราชโอรสดำเนินงานเสร็จตามกำหนด แต่เมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ช้างทรงตกหลุม ทรงลงพระราชอาญาเจ้าฟ้าเพชร แต่ภายหลังก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงฝึกเจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพร ผู้เป็นพระราชโอรส ให้มีความสามารถในด้านมวยไทย, กระบี่กระบอง และมวยปล้ำ
สมเด็จพรระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) ราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระองค์ที่ 2 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 29 แห่งกรุงศรีอยุธยา โอรสสมเด็จพระเพทราชา กับนางกุลธิดา (ราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระราชทานให้สมเด็จพระเพทราชาเมื่อครั้งที่ ดำรงตำแหน่ง(เจ้า-กรมช้าง) พระราชสมภพปีขาล พ.ศ. 2205 ราชาภิเษก พ.ศ.2246ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือเจ้าฟ้าเพชร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และเจ้าฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)สำหรับพระสมญานามว่า “เสือ” อาจสืบเนื่องมาจากพระราชสมภพปีขาล ซึ่งแปลว่าเสือ บางท่านกล่าวว่าเป็นเพราะพระองค์มีพระนิสัยดุ จากพระราชประวัติ น่าจะหมายถึงทรงมีความเด็ดขาดในการมีรับสั่งให้ผู้ที่ปฏิบัติงานใดก็แล้วแต่ ทำงานแล้วจะต้องสำเร็จผลเป็นอย่างดี
สมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 - 2246) หลวงสรศักดิ์ให้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเพทราชาพระนาม “สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8” สมเด็จพระเจ้าเสือ พระนามเดิม “เดื่อ” สืบเนื่องมาจากพระมารดาและสมเด็จพระเพทราชา(จางวาง-กรมช้าง) ตามเสด็จสมเด็จพระนารายณ์มหาราชขึ้นไป นมัสการพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ วัดพระศรี-มหาธาตุ เมืองพิษณุโลก กระบวนเสด็จพระราชดำเนินถึงตำบลโพธิ์ประทับช้าง (เดิมชื่ออะไรไม่ปรากฏ) เมืองพิจิตร พระมารดาเจ็บครรภ์คลอดพระองค์ใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งมีต้นมะเดื่อใหญ่อยู่ใกล้กัน และได้นำรกไปฝังไว้ระหว่างต้นโพธิ์กับต้นมะเดื่อเสร็จแล้วกระบวนเสด็จพระราช ดำเนินทางต่อไปจนถึงเมืองพิษณุโลก
สมัยสมเด็จพระเจ้าเสือบ้านเมืองสงบสุขไม่มีศัตรูมารุกราน แม้พระองค์โปรดการเสด็จประพาสไปในที่ต่าง ๆ ทั้งทางบกทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ประทับในพระราชวัง แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดร้าย เนื่องจากเกรงอำนาจบารมีของพระองค์ โปรดการคล้องช้างป่าเพื่อนำมาใช้ในราชการ โปรดการทรงเบ็ดตกปลา ล่าสัตว์ และโปรดการชกมวยอย่างยิ่ง ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนนักมวยชาวกรุงผู้มีฝีมือเป็นเลิศเสด็จไปตามสนาม มวยต่าง ๆ เพื่อเปรียบมวยชกและทรงชนะทุกครั้งหาผู้ใดเปรียบฝีพระหัตถ์ได้ไม่ หลังการชกมวยพระองค์และทหารจะเสด็จเที่ยวชมงานเยี่ยงสามัญชนโดยไม่มีผู้ใด รู้ว่าพระองค์คือ กษัตริย์
พระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ
ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2245 สมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตลง ขุนหลวงสรศักดิ์พระมหาอุปราช จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ พร้อมกันนั้นพระองค์ได้แต่งตั้งให้ เจ้าฟ้าเพ็ชร พระโอรสองค์ใหญ่เป็น พระมหาอุปราช และตั้งเจ้าฟ้าพร พระโอรสองค์น้อยเป็น พระบัณฑูรน้อย
สมเด็จพระเจ้าเสือ นั้นมีความนัยเล่าว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์ ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2205 นั้น เมื่อมีชัยชนะได้เมืองเชียงใหม่แล้ว ขณะที่พระองค์ทรงประทับที่เมืองเชียงใหม่นั้น ทรงมีบาทบริจาริกาเป็นกุลธิดาชาวเชียงใหม่ และนางนั้นได้เกิดมีพระครรภ์ขึ้น พระองค์จะทรงเลี้ยงดูก็ละอายพระทัย ดังนั้นเมื่อมีการปูนบำเหน็จความชอบให้กับแม่ทัพนายกองและข้าราชการ พระองค์จึงพระราชทานนางนั้น (มีครรภ์อ่อน) ให้กับพระเพทราชา ซึ่งเป็นแม่ทัพทำการสู้รบมีความชอบ
ต่อมานางนั้นได้คลอดบุตรเป็นชาย พระเพทราชาให้ชื่อว่า เดื่อ ต่อมาได้นำมาถวายเป็นมหาดเล็กของสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ทรงชุบเลี้ยงนายเดื่อโดยให้ความกรุณาอย่างพระราชบุตร และตั้งเป็นหลวงสรศักดิ์ ด้วยการได้รับการทำนุบำรุงจากพระเจ้าเหนือหัวอย่างดีนั้นทำให้หลวงสรศักดิ์ถือตัวว่าเป็นพระโอรส ทำให้มีความทะนงองอาจกล้าที่จะทำการต่างๆ จนทำให้พระเพทราชาจำต้องชิงราชสมบัติขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ในจดหมายของฝรั่งเศส จึงมักจะกล่าวอ้างว่า หลวงสรศักดิ์นั้นเป็น พระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ ไปด้วย เช่นเดียวกันเรื่องเช่นนี้ก็ไม่น่าเชื่อได้ว่าหลวงสรศักดิ์ เป็นพระโอรสไปได้ หากมีการพระราชทานนางให้บำเหน็จแก่พระเพทราชาจริงก็อยู่ในธรรมเนียมการให้ยศให้นาง การที่นางมีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์แล้วก็ทรงเลี้ยงดูได้เพราะเหตุที่สมเด็จพระนารายณ์ไม่มีพระโอรสอยู่แล้ว ตังจะเห็นว่าพระองค์ยังทรงมีพระปีย์ (จากราชินิกุลญาติทางพระชายา) มาเลี้ยงดูดั่งพระโอรสเช่นกัน หลวงสรศักดิ์ก็น่าจะเช่นเดียวกัน
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ นั้นมีพระประสงค์จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสขึ้นใหม่ หลังจากไม่ได้ติดต่อกัน 15 ปี พระองค์จึงติดต่อกับสังฆราช เดอ ซิเซ ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขคริสต์ในสยามแทนสังฆราชลาโน แต่ไม่สำเร็จ ด้วยในขณะนั้นได้มีคณะบาทหลวงฝรั่งเศส มาประจำอยู่ที่เมืองจันทบูร และเมืองมะริดแล้วโดยมี สังฆราช เดอ เกราเลย์ รับหน้าที่ต่อจาก สังฆราช เดอ ซิเซ
ประจวบกับช่วงเวลานั้น ทางญี่ปุ่น โชกุน ไทโกสะมะ และพระเจ้าจักรพรรดิญี่ปุ่นต่อต้านพวกคริสต์ในญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ถึงขึ้นฆ่าบาทหลวง ห้ามชาวคริสต์ทุกคนเข้าญี่ปุ่นจึงเป็นเหตุให้ชาวคริสต์ส่วนหนึ่งต่างพากันหนีมาอยู่ที่แผ่นดินของอาณาจักรสยาม
สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นไม่ปรากฏว่าได้จัดแจงบ้านเมืองอย่างใด เนื่องจากการขุดคลองโคกขามเพื่อให้เป็นเส้นทางตรงใช้เดินทางไปสู่ทะเล พระองค์ทรงโปรดการต่อยมวยถึงกับปลอมพระองค์เข้าไปเอาชนะกับชาวบ้าน พระอง์มีพระทัยโหดร้ายทารุณปราศจากศีลธรรม ลุอำนาจในเรื่องราคะตัณหา แล้วยังโปรดในการล้อมช้าง ล่าสัตว์ และตกปลา โปรดที่จะเสวยเพดานของปลากระโห้
ดังนั้นเมื่อ พ.ศ. 2247 สมเด็จพระเจ้าเสือ ได้เสด็จทางชลมารคไปทรงเป็ดที่ปากน้ำเมืองสาครบุรี เพื่อตกปลาบริเวณคลองโคกขาม (บริเวณจังหวัดสมุทรสาครปัจจุบัน ด้วยปลากระให้ชอบอยู่ที่น้ำเค็มกับน้ำจืดผสมกันเป็นน้ำกร่อย จึงชุกชุมอยู่แถวบริเวณใกล้ปากน้ำ) แต่เนื่องจากคลองโคกขามนั้นคดเคี้ยวมาก พันท้ายนรสิงห์ (ตำแหน่งนายท้ายเรือ) ซึ่งเป็นนายท้ายเรือนั้นคัดท้ายเรือไม่ไหว จึงทำให้เรือพระที่นั่งเอกชัย ชนกิ่งไม้ริดฝั่งทำให้หัวเรือหักลง พันท้ายนรสิงห์ขอให้ประหารชีวิตตนตามกฎมณเทียรบาลเพื่อรักษาพระราชอำนาจของกษัตริย์แม้สมเด็จพระเจ้าเสือจะทรงพระราชทานอภัยโทษและให้ประหารหุ่นแทนก็ไม่ยอมรับ พันท้ายนรสิงห์จึงถูกประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาลซึ่งปรากฎในพระราชกำหนดว่า “ถ้าแหละพันท้ายผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่งให้หัวเรือพระที่นั่งนั้นหัก ท่านว่าพันท้ายผู้นั้นถึงมรณโทษให้ตัดศรีษะเสีย” จึงเป็นวีรกรรมที่เล่าขานยกย่องในประวัติศาสตร์มาถึงบัดนี้
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือเมื่อ พ.ศ. 2249 นั้นได้เกิดฟ้าผ่ายอดมณฑปวิหารของพระมงคลบพิตรทำให้เกิดไฟไหม้มณฑปตกมาถูกพระศอ (คอ) ของพระมงคลบพิตรหักเศียรตกลงมายังพื้น จึงโปรดให้บูรณะก่อมณฑปใหม่
พระมงคลบพิตรนี้เชื่อกันว่าพระพุทธรูปโบราณเป็ฯพระพุทธรูปทำด้ยอิฐลงรักปิดทองไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างเมื่อใด รัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้นพระองค์โปรดให้ชะลอมาจากวัดชีเชียงทางทิศตะวันออกของพระราชวังหลวงมายังทิศตะวันตก เพราะต้องการขยายพระราชวัง (ต่อมาหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ได้มีคนร้ายไปขุนค้นหาสมบัติในองค์พระมงคลบพิตรจนชำรุด พระเมาฬี (ยอดผม) หักและพระกร (แขนป ขวาขาดตกลงมา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยาได้ซ่อมองค์พระจนคืนดี และ พ.ศ. 2498 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ตามแบบของกรมศิลปากร
แผ่นดินของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือนั้น มีพระสงฆ์องค์หนึ่งสึกออกมาชื่อ ธรรมเถียร มีคนเชื่อถือมาก ได้อ้างตัวเป็น เจ้าฟ้าพระขวัญ พระโอรสของพระเพทราชาที่สมเด็จพระเจ้าเสือทรงให้สำเร็จโทษแต่แอบอ้างว่าเจ้าฟ้าพระขวัญนั้นหนีไปได้ ธรรมเถียรจึงขี่ช้างรวมพลเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อก่อการยึดอำนาจ สมเด็จพระเจ้าเสือทรงยิงปืนยาวจากป้อมมหาไชยไปถูกธรรมเถียรตกจากหลังช้างเสียชีวิต
หลังจากกรณีพันท้ายนรสิงห์แล้วได้โปรดให้ขุดคลองสนามชัยจากปากน้ำสาครบุรี (สมุทรสาคร) เพื่อให้ออกไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาที่พระประแดง โดยให้ฝรั่งส่องกล้องแก้วเอาไม้หักเป็นแนวคลอง ปากคลองกว้างแปดวาพื้นคลองกว้างห้าวา สึกหกศอก แล้วให้พระราชสงครามเป็นแม่กองเกณฑ์คนทำการขุดคลองแต่ไม่ทันเสร็จ ก็สิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือเสียก่อน
สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นต่อมาทรงประชวรหนัก และทรงพระพิโรธเจ้าฟ้าเพชร พระมหาอุปราช ทำให้พระองค์ทรงเวนราชสมบัติให้แก่ เจ้าฟ้าพร พระบัณฑูรน้อย เมื่อสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปีชวด พ.ศ. 2251 รวมมีพระชนม์ 45 พรรษา ครองราชย์อยู่ 7 ปี เจ้าฟ้าพร พระบัณฑูรน้อย ก็ยอมเวนคืนราชสมบัติให้เจ้าฟ้าเพชร ครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อมา
สมเด็จพระเจ้าเสือหรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 คือ ขุนหลวงสรศักดิ์มีพระชนมายุ 36 พรรษา ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2246 รัชกาลนี้ มีพระราชพิธีพระบรมศพพระราชบิดา ให้สร้างพระอารามที่บ้านโพธิ์ประทับช้างอสุนีบาตต้องยอดพระมณฑปวัดมงคลบพิตร เสด็จนมัสการพระพุทธบาทเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี เมืองสาครบุรี และเกิดคดีประหารพันท้ายนรสิงห์ จึงโปรดให้ขุดคลองโคกขาม ปลายรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2249 สมเด็จพระเจ้าเสือมีพระชนมายุได้ 45 พรรษาทรงประชวรอยู่ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์และสวรรคตในปี พ.ศ. 2451 นั้น บางแห่งว่าครองราชย์ พ.ศ. 2240 – 2251 (11 ปี) ศักราชไม่ตรงกัน)
ด้านศาสนา
1. ทรงปฏิสังขรณ์มณฑปสวมรอยพระพุทธบาทสระบุรี สร้างมาแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งทำเป็นยอดเดียวชำรุด โปรดฯ ให้สร้างใหม่เป็น 5 ยอด รวมทั้งปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งอาราม
2. ปี พ.ศ. 2249 เกิดอัสนีบาตต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตร เครื่องบนมณฑป ทรุดโทรมพังลงมาต้องพระศอพระมงคลบพิตรหัก โปรดฯ ให้รื้อเครื่องบนออก ก่อสร้างใหม่แปลงเป็นมหาวิหาร
3. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินไปมนัสการพระพุทธฉายและสันนิษฐานว่าค้นพบในสมัยพระองค์
4. พระราชกรณียกิจที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องเมืองพิจิตร เพื่อเป็นการรำลึกถึงชาติภูมิของพระองค์สมเด็จพระเจ้าเสือได้โปรดให้สร้าง วัดโพธิ์ประทับช้างขึ้นที่เมืองพิจิตร โดยสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระมหาเจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ มีอาณาบริเวณวัดกว้างขว้างใหญ่โต ใช้เวลาสร้าง 2 ปี จึงสำเร็จ เสด็จพระราชดำเนินมาทำการฉลองด้วยพระองค์เอง มีการฉลอง สามวันสามคืน มีมหรสพครึกครื้น และมีผู้คนมากมายมาฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและดูมหรสพ ฉลองเสร็จแล้วทรงพระราชอุทิศถวายเลขข้าพระไว้สำหรับอุปฐากพระอารามถึง 200 ครัวเรือน นับว่าครั้งนั้นวัดโพธิ์ประทับช้างเป็นวัดที่เด่นที่สุดในเมืองพิจิตร สมเด็จพระเจ้าเสือทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าแตงโม(พระสุวรรณมุนี) เป็นพระอาจารย์สอนวิชาความรู้แก่พระราชโอรสและพระราชนัดดา ทรงไม่พอพระทัยที่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ฝรั่งคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สึกออกมาทำราชการเป็นจำนวนมาก
ด้านคมนาคม
1. ทรงให้มีการตัดถนนข้ามบึงหูกวางที่เมืองนครสวรรค์
2. ทรงให้ขุดคลองโคกขาม ซึ่งคดเคี้ยวให้ตรงหลังจากเหตุการณ์หัวเรือพระที่นั่งหักและพระองค์ต้องมี รับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ตามราชประเพณี
3. ทรงให้มีการปรับปรุงเส้นทางทางไปพระพุทธบาทสระบุรี ให้เดินทางมาสะดวกยิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จอยู่ในตำแหน่งที่พระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2231 – 2246 เป็นเวลา 5 ปี เสด็จอยู่ในพระราชสมบัติ พ.ศ. 2246 – 2252 เป็นเวลา 7 ปี รวมการบริหารราชการแผ่นดินทั้งตำแหน่งรองพระมหากษัตริย์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้ 22 ปี พระชนมายุจนถึงสวรรคต 47 พรรษา
เมื่อราชาภิเษก พ.ศ. 2246 สมเด็จพระเจ้าเสือ ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าเพชร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และเจ้าฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)
ทรงมีความเด็ดขาดในการมีรับสั่งให้ผู้ที่ปฏิบัติงานใดต้องสำเร็จผลเป็นอย่างดี หากบกพร่องพระองค์จะมีรับสั่งให้ลงโทษ ไม่เฉพาะข้าราชบริพารเท่านั้น แม้พระราชโอรสทั้งสองก็เช่นกัน อย่างเช่น ในการเสด็จไปคล้องช้างที่เมืองนครสวรรค์ มีรับสั่งให้เจ้าฟ้าเพชรและเจ้าฟ้าพรตัดถนนข้ามบึงหูกวาง โดยถมบึงส่วนหนึ่งให้เสร็จภายในหนึ่งคืน พระราชโอรสดำเนินงานเสร็จตามกำหนด แต่เมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ช้างทรงตกหลุม ทรงลงพระราชอาญาเจ้าฟ้าเพชร แต่ภายหลังก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงฝึกเจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพร ผู้เป็นพระราชโอรส ให้มีความสามารถในด้านมวยไทย, กระบี่กระบอง และมวยปล้ำ
สมเด็จพรระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) ราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระองค์ที่ 2 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 29 แห่งกรุงศรีอยุธยา โอรสสมเด็จพระเพทราชา กับนางกุลธิดา (ราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระราชทานให้สมเด็จพระเพทราชาเมื่อครั้งที่ ดำรงตำแหน่ง(เจ้า-กรมช้าง) พระราชสมภพปีขาล พ.ศ. 2205 ราชาภิเษก พ.ศ.2246ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือเจ้าฟ้าเพชร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และเจ้าฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)สำหรับพระสมญานามว่า “เสือ” อาจสืบเนื่องมาจากพระราชสมภพปีขาล ซึ่งแปลว่าเสือ บางท่านกล่าวว่าเป็นเพราะพระองค์มีพระนิสัยดุ จากพระราชประวัติ น่าจะหมายถึงทรงมีความเด็ดขาดในการมีรับสั่งให้ผู้ที่ปฏิบัติงานใดก็แล้วแต่ ทำงานแล้วจะต้องสำเร็จผลเป็นอย่างดี
สมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 - 2246) หลวงสรศักดิ์ให้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเพทราชาพระนาม “สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8” สมเด็จพระเจ้าเสือ พระนามเดิม “เดื่อ” สืบเนื่องมาจากพระมารดาและสมเด็จพระเพทราชา(จางวาง-กรมช้าง) ตามเสด็จสมเด็จพระนารายณ์มหาราชขึ้นไป นมัสการพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ วัดพระศรี-มหาธาตุ เมืองพิษณุโลก กระบวนเสด็จพระราชดำเนินถึงตำบลโพธิ์ประทับช้าง (เดิมชื่ออะไรไม่ปรากฏ) เมืองพิจิตร พระมารดาเจ็บครรภ์คลอดพระองค์ใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งมีต้นมะเดื่อใหญ่อยู่ใกล้กัน และได้นำรกไปฝังไว้ระหว่างต้นโพธิ์กับต้นมะเดื่อเสร็จแล้วกระบวนเสด็จพระราช ดำเนินทางต่อไปจนถึงเมืองพิษณุโลก
สมัยสมเด็จพระเจ้าเสือบ้านเมืองสงบสุขไม่มีศัตรูมารุกราน แม้พระองค์โปรดการเสด็จประพาสไปในที่ต่าง ๆ ทั้งทางบกทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ประทับในพระราชวัง แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดร้าย เนื่องจากเกรงอำนาจบารมีของพระองค์ โปรดการคล้องช้างป่าเพื่อนำมาใช้ในราชการ โปรดการทรงเบ็ดตกปลา ล่าสัตว์ และโปรดการชกมวยอย่างยิ่ง ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนนักมวยชาวกรุงผู้มีฝีมือเป็นเลิศเสด็จไปตามสนาม มวยต่าง ๆ เพื่อเปรียบมวยชกและทรงชนะทุกครั้งหาผู้ใดเปรียบฝีพระหัตถ์ได้ไม่ หลังการชกมวยพระองค์และทหารจะเสด็จเที่ยวชมงานเยี่ยงสามัญชนโดยไม่มีผู้ใด รู้ว่าพระองค์คือ กษัตริย์
พระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ
ครองราชย์ พ.ศ. 2246 – 2251
สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือนี้ เป็นพระโอรสของสมเด็จพระเพทราชามีพระนามเดิมว่า เดื่อ ต่อมาได้รับราชการเป็นหลวงสรศักดิ์ และได้ช่วยสมเด็จพระเพทราชาชิงอำนาจได้รับแต่งตั้งเป็น ขุนหลวงสรศักดิ์ พระมหาอุปราช ครั้นเมื่อสมเด็จพระเพทราชาประชวรหนักนั้น ขุนหลวงสรศักดิ์ ได้นำเอาตัว เจ้าฟ้าพระขวัญ (พระตรัสน้อย) พระโอรสของสมเด็จพระเพทราชาไปสำเร็จโทษ และทำการกำจัดพวกที่นิยมเจ้าฟ้าพระขวัญเป็นจำนวนมากต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2245 สมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตลง ขุนหลวงสรศักดิ์พระมหาอุปราช จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ พร้อมกันนั้นพระองค์ได้แต่งตั้งให้ เจ้าฟ้าเพ็ชร พระโอรสองค์ใหญ่เป็น พระมหาอุปราช และตั้งเจ้าฟ้าพร พระโอรสองค์น้อยเป็น พระบัณฑูรน้อย
สมเด็จพระเจ้าเสือ นั้นมีความนัยเล่าว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์ ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 2205 นั้น เมื่อมีชัยชนะได้เมืองเชียงใหม่แล้ว ขณะที่พระองค์ทรงประทับที่เมืองเชียงใหม่นั้น ทรงมีบาทบริจาริกาเป็นกุลธิดาชาวเชียงใหม่ และนางนั้นได้เกิดมีพระครรภ์ขึ้น พระองค์จะทรงเลี้ยงดูก็ละอายพระทัย ดังนั้นเมื่อมีการปูนบำเหน็จความชอบให้กับแม่ทัพนายกองและข้าราชการ พระองค์จึงพระราชทานนางนั้น (มีครรภ์อ่อน) ให้กับพระเพทราชา ซึ่งเป็นแม่ทัพทำการสู้รบมีความชอบ
ต่อมานางนั้นได้คลอดบุตรเป็นชาย พระเพทราชาให้ชื่อว่า เดื่อ ต่อมาได้นำมาถวายเป็นมหาดเล็กของสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ทรงชุบเลี้ยงนายเดื่อโดยให้ความกรุณาอย่างพระราชบุตร และตั้งเป็นหลวงสรศักดิ์ ด้วยการได้รับการทำนุบำรุงจากพระเจ้าเหนือหัวอย่างดีนั้นทำให้หลวงสรศักดิ์ถือตัวว่าเป็นพระโอรส ทำให้มีความทะนงองอาจกล้าที่จะทำการต่างๆ จนทำให้พระเพทราชาจำต้องชิงราชสมบัติขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ในจดหมายของฝรั่งเศส จึงมักจะกล่าวอ้างว่า หลวงสรศักดิ์นั้นเป็น พระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ ไปด้วย เช่นเดียวกันเรื่องเช่นนี้ก็ไม่น่าเชื่อได้ว่าหลวงสรศักดิ์ เป็นพระโอรสไปได้ หากมีการพระราชทานนางให้บำเหน็จแก่พระเพทราชาจริงก็อยู่ในธรรมเนียมการให้ยศให้นาง การที่นางมีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์แล้วก็ทรงเลี้ยงดูได้เพราะเหตุที่สมเด็จพระนารายณ์ไม่มีพระโอรสอยู่แล้ว ตังจะเห็นว่าพระองค์ยังทรงมีพระปีย์ (จากราชินิกุลญาติทางพระชายา) มาเลี้ยงดูดั่งพระโอรสเช่นกัน หลวงสรศักดิ์ก็น่าจะเช่นเดียวกัน
ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ นั้นมีพระประสงค์จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสขึ้นใหม่ หลังจากไม่ได้ติดต่อกัน 15 ปี พระองค์จึงติดต่อกับสังฆราช เดอ ซิเซ ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขคริสต์ในสยามแทนสังฆราชลาโน แต่ไม่สำเร็จ ด้วยในขณะนั้นได้มีคณะบาทหลวงฝรั่งเศส มาประจำอยู่ที่เมืองจันทบูร และเมืองมะริดแล้วโดยมี สังฆราช เดอ เกราเลย์ รับหน้าที่ต่อจาก สังฆราช เดอ ซิเซ
ประจวบกับช่วงเวลานั้น ทางญี่ปุ่น โชกุน ไทโกสะมะ และพระเจ้าจักรพรรดิญี่ปุ่นต่อต้านพวกคริสต์ในญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ถึงขึ้นฆ่าบาทหลวง ห้ามชาวคริสต์ทุกคนเข้าญี่ปุ่นจึงเป็นเหตุให้ชาวคริสต์ส่วนหนึ่งต่างพากันหนีมาอยู่ที่แผ่นดินของอาณาจักรสยาม
สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นไม่ปรากฏว่าได้จัดแจงบ้านเมืองอย่างใด เนื่องจากการขุดคลองโคกขามเพื่อให้เป็นเส้นทางตรงใช้เดินทางไปสู่ทะเล พระองค์ทรงโปรดการต่อยมวยถึงกับปลอมพระองค์เข้าไปเอาชนะกับชาวบ้าน พระอง์มีพระทัยโหดร้ายทารุณปราศจากศีลธรรม ลุอำนาจในเรื่องราคะตัณหา แล้วยังโปรดในการล้อมช้าง ล่าสัตว์ และตกปลา โปรดที่จะเสวยเพดานของปลากระโห้
ดังนั้นเมื่อ พ.ศ. 2247 สมเด็จพระเจ้าเสือ ได้เสด็จทางชลมารคไปทรงเป็ดที่ปากน้ำเมืองสาครบุรี เพื่อตกปลาบริเวณคลองโคกขาม (บริเวณจังหวัดสมุทรสาครปัจจุบัน ด้วยปลากระให้ชอบอยู่ที่น้ำเค็มกับน้ำจืดผสมกันเป็นน้ำกร่อย จึงชุกชุมอยู่แถวบริเวณใกล้ปากน้ำ) แต่เนื่องจากคลองโคกขามนั้นคดเคี้ยวมาก พันท้ายนรสิงห์ (ตำแหน่งนายท้ายเรือ) ซึ่งเป็นนายท้ายเรือนั้นคัดท้ายเรือไม่ไหว จึงทำให้เรือพระที่นั่งเอกชัย ชนกิ่งไม้ริดฝั่งทำให้หัวเรือหักลง พันท้ายนรสิงห์ขอให้ประหารชีวิตตนตามกฎมณเทียรบาลเพื่อรักษาพระราชอำนาจของกษัตริย์แม้สมเด็จพระเจ้าเสือจะทรงพระราชทานอภัยโทษและให้ประหารหุ่นแทนก็ไม่ยอมรับ พันท้ายนรสิงห์จึงถูกประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาลซึ่งปรากฎในพระราชกำหนดว่า “ถ้าแหละพันท้ายผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่งให้หัวเรือพระที่นั่งนั้นหัก ท่านว่าพันท้ายผู้นั้นถึงมรณโทษให้ตัดศรีษะเสีย” จึงเป็นวีรกรรมที่เล่าขานยกย่องในประวัติศาสตร์มาถึงบัดนี้
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือเมื่อ พ.ศ. 2249 นั้นได้เกิดฟ้าผ่ายอดมณฑปวิหารของพระมงคลบพิตรทำให้เกิดไฟไหม้มณฑปตกมาถูกพระศอ (คอ) ของพระมงคลบพิตรหักเศียรตกลงมายังพื้น จึงโปรดให้บูรณะก่อมณฑปใหม่
พระมงคลบพิตรนี้เชื่อกันว่าพระพุทธรูปโบราณเป็ฯพระพุทธรูปทำด้ยอิฐลงรักปิดทองไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างเมื่อใด รัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้นพระองค์โปรดให้ชะลอมาจากวัดชีเชียงทางทิศตะวันออกของพระราชวังหลวงมายังทิศตะวันตก เพราะต้องการขยายพระราชวัง (ต่อมาหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ได้มีคนร้ายไปขุนค้นหาสมบัติในองค์พระมงคลบพิตรจนชำรุด พระเมาฬี (ยอดผม) หักและพระกร (แขนป ขวาขาดตกลงมา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยาโบราณราชธานินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยาได้ซ่อมองค์พระจนคืนดี และ พ.ศ. 2498 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้มีการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ตามแบบของกรมศิลปากร
แผ่นดินของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือนั้น มีพระสงฆ์องค์หนึ่งสึกออกมาชื่อ ธรรมเถียร มีคนเชื่อถือมาก ได้อ้างตัวเป็น เจ้าฟ้าพระขวัญ พระโอรสของพระเพทราชาที่สมเด็จพระเจ้าเสือทรงให้สำเร็จโทษแต่แอบอ้างว่าเจ้าฟ้าพระขวัญนั้นหนีไปได้ ธรรมเถียรจึงขี่ช้างรวมพลเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา เพื่อก่อการยึดอำนาจ สมเด็จพระเจ้าเสือทรงยิงปืนยาวจากป้อมมหาไชยไปถูกธรรมเถียรตกจากหลังช้างเสียชีวิต
หลังจากกรณีพันท้ายนรสิงห์แล้วได้โปรดให้ขุดคลองสนามชัยจากปากน้ำสาครบุรี (สมุทรสาคร) เพื่อให้ออกไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาที่พระประแดง โดยให้ฝรั่งส่องกล้องแก้วเอาไม้หักเป็นแนวคลอง ปากคลองกว้างแปดวาพื้นคลองกว้างห้าวา สึกหกศอก แล้วให้พระราชสงครามเป็นแม่กองเกณฑ์คนทำการขุดคลองแต่ไม่ทันเสร็จ ก็สิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือเสียก่อน
สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นต่อมาทรงประชวรหนัก และทรงพระพิโรธเจ้าฟ้าเพชร พระมหาอุปราช ทำให้พระองค์ทรงเวนราชสมบัติให้แก่ เจ้าฟ้าพร พระบัณฑูรน้อย เมื่อสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปีชวด พ.ศ. 2251 รวมมีพระชนม์ 45 พรรษา ครองราชย์อยู่ 7 ปี เจ้าฟ้าพร พระบัณฑูรน้อย ก็ยอมเวนคืนราชสมบัติให้เจ้าฟ้าเพชร ครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อมา
สมเด็จพระเจ้าเสือหรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 คือ ขุนหลวงสรศักดิ์มีพระชนมายุ 36 พรรษา ขึ้นครองราชย์ พ.ศ. 2246 รัชกาลนี้ มีพระราชพิธีพระบรมศพพระราชบิดา ให้สร้างพระอารามที่บ้านโพธิ์ประทับช้างอสุนีบาตต้องยอดพระมณฑปวัดมงคลบพิตร เสด็จนมัสการพระพุทธบาทเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี เมืองสาครบุรี และเกิดคดีประหารพันท้ายนรสิงห์ จึงโปรดให้ขุดคลองโคกขาม ปลายรัชกาล เมื่อ พ.ศ. 2249 สมเด็จพระเจ้าเสือมีพระชนมายุได้ 45 พรรษาทรงประชวรอยู่ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์และสวรรคตในปี พ.ศ. 2451 นั้น บางแห่งว่าครองราชย์ พ.ศ. 2240 – 2251 (11 ปี) ศักราชไม่ตรงกัน)
ด้านศาสนา
1. ทรงปฏิสังขรณ์มณฑปสวมรอยพระพุทธบาทสระบุรี สร้างมาแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งทำเป็นยอดเดียวชำรุด โปรดฯ ให้สร้างใหม่เป็น 5 ยอด รวมทั้งปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งอาราม
2. ปี พ.ศ. 2249 เกิดอัสนีบาตต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตร เครื่องบนมณฑป ทรุดโทรมพังลงมาต้องพระศอพระมงคลบพิตรหัก โปรดฯ ให้รื้อเครื่องบนออก ก่อสร้างใหม่แปลงเป็นมหาวิหาร
3. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินไปมนัสการพระพุทธฉายและสันนิษฐานว่าค้นพบในสมัยพระองค์
4. พระราชกรณียกิจที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องเมืองพิจิตร เพื่อเป็นการรำลึกถึงชาติภูมิของพระองค์สมเด็จพระเจ้าเสือได้โปรดให้สร้าง วัดโพธิ์ประทับช้างขึ้นที่เมืองพิจิตร โดยสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระมหาเจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ มีอาณาบริเวณวัดกว้างขว้างใหญ่โต ใช้เวลาสร้าง 2 ปี จึงสำเร็จ เสด็จพระราชดำเนินมาทำการฉลองด้วยพระองค์เอง มีการฉลอง สามวันสามคืน มีมหรสพครึกครื้น และมีผู้คนมากมายมาฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและดูมหรสพ ฉลองเสร็จแล้วทรงพระราชอุทิศถวายเลขข้าพระไว้สำหรับอุปฐากพระอารามถึง 200 ครัวเรือน นับว่าครั้งนั้นวัดโพธิ์ประทับช้างเป็นวัดที่เด่นที่สุดในเมืองพิจิตร สมเด็จพระเจ้าเสือทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าแตงโม(พระสุวรรณมุนี) เป็นพระอาจารย์สอนวิชาความรู้แก่พระราชโอรสและพระราชนัดดา ทรงไม่พอพระทัยที่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ฝรั่งคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สึกออกมาทำราชการเป็นจำนวนมาก
ด้านคมนาคม
1. ทรงให้มีการตัดถนนข้ามบึงหูกวางที่เมืองนครสวรรค์
2. ทรงให้ขุดคลองโคกขาม ซึ่งคดเคี้ยวให้ตรงหลังจากเหตุการณ์หัวเรือพระที่นั่งหักและพระองค์ต้องมี รับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ตามราชประเพณี
3. ทรงให้มีการปรับปรุงเส้นทางทางไปพระพุทธบาทสระบุรี ให้เดินทางมาสะดวกยิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จอยู่ในตำแหน่งที่พระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2231 – 2246 เป็นเวลา 5 ปี เสด็จอยู่ในพระราชสมบัติ พ.ศ. 2246 – 2252 เป็นเวลา 7 ปี รวมการบริหารราชการแผ่นดินทั้งตำแหน่งรองพระมหากษัตริย์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้ 22 ปี พระชนมายุจนถึงสวรรคต 47 พรรษา