วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

พระราชประวัติ สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พระเจ้าเสือ สวรรคต

       ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเจ้าเสือได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับราชการเป็นที่ โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ต่อมาได้ตำแหน่งเป็นหลวงสรศักดิ์ สมัยสมเด็จพระเพทราชา หลวงสรศักดิ์ให้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากสมเด็จพระเพทราชา พระนาม สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8
เมื่อราชาภิเษก พ.ศ. 2246 สมเด็จพระเจ้าเสือ ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือ เจ้าฟ้าเพชร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และเจ้าฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)
ทรงมีความเด็ดขาดในการมีรับสั่งให้ผู้ที่ปฏิบัติงานใดต้องสำเร็จผลเป็นอย่างดี หากบกพร่องพระองค์จะมีรับสั่งให้ลงโทษ ไม่เฉพาะข้าราชบริพารเท่านั้น แม้พระราชโอรสทั้งสองก็เช่นกัน อย่างเช่น ในการเสด็จไปคล้องช้างที่เมืองนครสวรรค์ มีรับสั่งให้เจ้าฟ้าเพชรและเจ้าฟ้าพรตัดถนนข้ามบึงหูกวาง โดยถมบึงส่วนหนึ่งให้เสร็จภายในหนึ่งคืน พระราชโอรสดำเนินงานเสร็จตามกำหนด แต่เมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ช้างทรงตกหลุม ทรงลงพระราชอาญาเจ้าฟ้าเพชร แต่ภายหลังก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงฝึกเจ้าฟ้าเพชร และเจ้าฟ้าพร ผู้เป็นพระราชโอรส ให้มีความสามารถในด้านมวยไทย, กระบี่กระบอง และมวยปล้ำ

      สมเด็จพรระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือสมเด็จพระเจ้าเสือ (สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ) ราชวงศ์บ้านพลูหลวง พระองค์ที่ 2 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 29 แห่งกรุงศรีอยุธยา โอรสสมเด็จพระเพทราชา กับนางกุลธิดา (ราชธิดาพระเจ้าเชียงใหม่ ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พระราชทานให้สมเด็จพระเพทราชาเมื่อครั้งที่ ดำรงตำแหน่ง(เจ้า-กรมช้าง) พระราชสมภพปีขาล พ.ศ. 2205 ราชาภิเษก พ.ศ.2246ทรงมีพระราชโอรส 2 พระองค์ คือเจ้าฟ้าเพชร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ) และเจ้าฟ้าพร (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)สำหรับพระสมญานามว่า “เสือ” อาจสืบเนื่องมาจากพระราชสมภพปีขาล ซึ่งแปลว่าเสือ บางท่านกล่าวว่าเป็นเพราะพระองค์มีพระนิสัยดุ จากพระราชประวัติ น่าจะหมายถึงทรงมีความเด็ดขาดในการมีรับสั่งให้ผู้ที่ปฏิบัติงานใดก็แล้วแต่ ทำงานแล้วจะต้องสำเร็จผลเป็นอย่างดี

     สมัยสมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231 - 2246) หลวงสรศักดิ์ให้รับสถาปนาเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเพทราชาพระนาม “สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8” สมเด็จพระเจ้าเสือ พระนามเดิม “เดื่อ” สืบเนื่องมาจากพระมารดาและสมเด็จพระเพทราชา(จางวาง-กรมช้าง) ตามเสด็จสมเด็จพระนารายณ์มหาราชขึ้นไป นมัสการพระพุทธชินราชและพระพุทธชินสีห์ วัดพระศรี-มหาธาตุ เมืองพิษณุโลก กระบวนเสด็จพระราชดำเนินถึงตำบลโพธิ์ประทับช้าง (เดิมชื่ออะไรไม่ปรากฏ) เมืองพิจิตร พระมารดาเจ็บครรภ์คลอดพระองค์ใกล้ต้นโพธิ์ใหญ่ ซึ่งมีต้นมะเดื่อใหญ่อยู่ใกล้กัน และได้นำรกไปฝังไว้ระหว่างต้นโพธิ์กับต้นมะเดื่อเสร็จแล้วกระบวนเสด็จพระราช ดำเนินทางต่อไปจนถึงเมืองพิษณุโลก
สมัยสมเด็จพระเจ้าเสือบ้านเมืองสงบสุขไม่มีศัตรูมารุกราน แม้พระองค์โปรดการเสด็จประพาสไปในที่ต่าง ๆ ทั้งทางบกทางน้ำเป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ประทับในพระราชวัง แต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดร้าย เนื่องจากเกรงอำนาจบารมีของพระองค์ โปรดการคล้องช้างป่าเพื่อนำมาใช้ในราชการ โปรดการทรงเบ็ดตกปลา ล่าสัตว์ และโปรดการชกมวยอย่างยิ่ง ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนนักมวยชาวกรุงผู้มีฝีมือเป็นเลิศเสด็จไปตามสนาม มวยต่าง ๆ เพื่อเปรียบมวยชกและทรงชนะทุกครั้งหาผู้ใดเปรียบฝีพระหัตถ์ได้ไม่ หลังการชกมวยพระองค์และทหารจะเสด็จเที่ยวชมงานเยี่ยงสามัญชนโดยไม่มีผู้ใด รู้ว่าพระองค์คือ กษัตริย์
พระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ

ครองราชย์  พ.ศ. 2246 – 2251
          สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8  หรือ  สมเด็จพระเจ้าเสือนี้  เป็นพระโอรสของสมเด็จพระเพทราชามีพระนามเดิมว่า  เดื่อ  ต่อมาได้รับราชการเป็นหลวงสรศักดิ์  และได้ช่วยสมเด็จพระเพทราชาชิงอำนาจได้รับแต่งตั้งเป็น  ขุนหลวงสรศักดิ์  พระมหาอุปราช  ครั้นเมื่อสมเด็จพระเพทราชาประชวรหนักนั้น  ขุนหลวงสรศักดิ์  ได้นำเอาตัว  เจ้าฟ้าพระขวัญ  (พระตรัสน้อย)  พระโอรสของสมเด็จพระเพทราชาไปสำเร็จโทษ  และทำการกำจัดพวกที่นิยมเจ้าฟ้าพระขวัญเป็นจำนวนมาก
ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ. 2245  สมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตลง  ขุนหลวงสรศักดิ์พระมหาอุปราช  จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า  สมเด็จพระเจ้าเสือ  พร้อมกันนั้นพระองค์ได้แต่งตั้งให้  เจ้าฟ้าเพ็ชร  พระโอรสองค์ใหญ่เป็น  พระมหาอุปราช  และตั้งเจ้าฟ้าพร  พระโอรสองค์น้อยเป็น  พระบัณฑูรน้อย
          สมเด็จพระเจ้าเสือ  นั้นมีความนัยเล่าว่า  เมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์  ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่เมื่อ  พ.ศ. 2205  นั้น  เมื่อมีชัยชนะได้เมืองเชียงใหม่แล้ว  ขณะที่พระองค์ทรงประทับที่เมืองเชียงใหม่นั้น  ทรงมีบาทบริจาริกาเป็นกุลธิดาชาวเชียงใหม่  และนางนั้นได้เกิดมีพระครรภ์ขึ้น  พระองค์จะทรงเลี้ยงดูก็ละอายพระทัย  ดังนั้นเมื่อมีการปูนบำเหน็จความชอบให้กับแม่ทัพนายกองและข้าราชการ  พระองค์จึงพระราชทานนางนั้น  (มีครรภ์อ่อน)  ให้กับพระเพทราชา  ซึ่งเป็นแม่ทัพทำการสู้รบมีความชอบ
ต่อมานางนั้นได้คลอดบุตรเป็นชาย  พระเพทราชาให้ชื่อว่า  เดื่อ  ต่อมาได้นำมาถวายเป็นมหาดเล็กของสมเด็จพระนารายณ์  พระองค์ทรงชุบเลี้ยงนายเดื่อโดยให้ความกรุณาอย่างพระราชบุตร  และตั้งเป็นหลวงสรศักดิ์  ด้วยการได้รับการทำนุบำรุงจากพระเจ้าเหนือหัวอย่างดีนั้นทำให้หลวงสรศักดิ์ถือตัวว่าเป็นพระโอรส  ทำให้มีความทะนงองอาจกล้าที่จะทำการต่างๆ  จนทำให้พระเพทราชาจำต้องชิงราชสมบัติขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์  ด้วยเหตุนี้ในจดหมายของฝรั่งเศส  จึงมักจะกล่าวอ้างว่า  หลวงสรศักดิ์นั้นเป็น  พระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์  ไปด้วย  เช่นเดียวกันเรื่องเช่นนี้ก็ไม่น่าเชื่อได้ว่าหลวงสรศักดิ์  เป็นพระโอรสไปได้  หากมีการพระราชทานนางให้บำเหน็จแก่พระเพทราชาจริงก็อยู่ในธรรมเนียมการให้ยศให้นาง  การที่นางมีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์แล้วก็ทรงเลี้ยงดูได้เพราะเหตุที่สมเด็จพระนารายณ์ไม่มีพระโอรสอยู่แล้ว  ตังจะเห็นว่าพระองค์ยังทรงมีพระปีย์  (จากราชินิกุลญาติทางพระชายา)  มาเลี้ยงดูดั่งพระโอรสเช่นกัน  หลวงสรศักดิ์ก็น่าจะเช่นเดียวกัน
            ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ  นั้นมีพระประสงค์จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสขึ้นใหม่  หลังจากไม่ได้ติดต่อกัน  15  ปี  พระองค์จึงติดต่อกับสังฆราช  เดอ  ซิเซ  ผู้ดำรงตำแหน่งประมุขคริสต์ในสยามแทนสังฆราชลาโน  แต่ไม่สำเร็จ  ด้วยในขณะนั้นได้มีคณะบาทหลวงฝรั่งเศส  มาประจำอยู่ที่เมืองจันทบูร  และเมืองมะริดแล้วโดยมี  สังฆราช  เดอ  เกราเลย์  รับหน้าที่ต่อจาก  สังฆราช  เดอ  ซิเซ
ประจวบกับช่วงเวลานั้น  ทางญี่ปุ่น  โชกุน  ไทโกสะมะ  และพระเจ้าจักรพรรดิญี่ปุ่นต่อต้านพวกคริสต์ในญี่ปุ่นอย่างรุนแรง  ถึงขึ้นฆ่าบาทหลวง  ห้ามชาวคริสต์ทุกคนเข้าญี่ปุ่นจึงเป็นเหตุให้ชาวคริสต์ส่วนหนึ่งต่างพากันหนีมาอยู่ที่แผ่นดินของอาณาจักรสยาม
           สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นไม่ปรากฏว่าได้จัดแจงบ้านเมืองอย่างใด  เนื่องจากการขุดคลองโคกขามเพื่อให้เป็นเส้นทางตรงใช้เดินทางไปสู่ทะเล  พระองค์ทรงโปรดการต่อยมวยถึงกับปลอมพระองค์เข้าไปเอาชนะกับชาวบ้าน  พระอง์มีพระทัยโหดร้ายทารุณปราศจากศีลธรรม  ลุอำนาจในเรื่องราคะตัณหา  แล้วยังโปรดในการล้อมช้าง  ล่าสัตว์  และตกปลา  โปรดที่จะเสวยเพดานของปลากระโห้
           ดังนั้นเมื่อ  พ.ศ. 2247  สมเด็จพระเจ้าเสือ  ได้เสด็จทางชลมารคไปทรงเป็ดที่ปากน้ำเมืองสาครบุรี  เพื่อตกปลาบริเวณคลองโคกขาม  (บริเวณจังหวัดสมุทรสาครปัจจุบัน  ด้วยปลากระให้ชอบอยู่ที่น้ำเค็มกับน้ำจืดผสมกันเป็นน้ำกร่อย  จึงชุกชุมอยู่แถวบริเวณใกล้ปากน้ำ)  แต่เนื่องจากคลองโคกขามนั้นคดเคี้ยวมาก  พันท้ายนรสิงห์  (ตำแหน่งนายท้ายเรือ)  ซึ่งเป็นนายท้ายเรือนั้นคัดท้ายเรือไม่ไหว  จึงทำให้เรือพระที่นั่งเอกชัย  ชนกิ่งไม้ริดฝั่งทำให้หัวเรือหักลง  พันท้ายนรสิงห์ขอให้ประหารชีวิตตนตามกฎมณเทียรบาลเพื่อรักษาพระราชอำนาจของกษัตริย์แม้สมเด็จพระเจ้าเสือจะทรงพระราชทานอภัยโทษและให้ประหารหุ่นแทนก็ไม่ยอมรับ  พันท้ายนรสิงห์จึงถูกประหารชีวิตตามกฎมณเฑียรบาลซึ่งปรากฎในพระราชกำหนดว่า  “ถ้าแหละพันท้ายผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่งให้หัวเรือพระที่นั่งนั้นหัก  ท่านว่าพันท้ายผู้นั้นถึงมรณโทษให้ตัดศรีษะเสีย”  จึงเป็นวีรกรรมที่เล่าขานยกย่องในประวัติศาสตร์มาถึงบัดนี้
         ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือเมื่อ  พ.ศ. 2249  นั้นได้เกิดฟ้าผ่ายอดมณฑปวิหารของพระมงคลบพิตรทำให้เกิดไฟไหม้มณฑปตกมาถูกพระศอ  (คอ)  ของพระมงคลบพิตรหักเศียรตกลงมายังพื้น  จึงโปรดให้บูรณะก่อมณฑปใหม่
          พระมงคลบพิตรนี้เชื่อกันว่าพระพุทธรูปโบราณเป็ฯพระพุทธรูปทำด้ยอิฐลงรักปิดทองไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างเมื่อใด  รัชกาลของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้นพระองค์โปรดให้ชะลอมาจากวัดชีเชียงทางทิศตะวันออกของพระราชวังหลวงมายังทิศตะวันตก  เพราะต้องการขยายพระราชวัง  (ต่อมาหลังเสียกรุงครั้งที่  2  ได้มีคนร้ายไปขุนค้นหาสมบัติในองค์พระมงคลบพิตรจนชำรุด  พระเมาฬี  (ยอดผม)  หักและพระกร  (แขนป  ขวาขาดตกลงมา  ต่อมาในสมัยรัชกาลที่  6  พระยาโบราณราชธานินทร์  สมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยาได้ซ่อมองค์พระจนคืนดี  และ  พ.ศ. 2498  สมัยจอมพล  ป.พิบูลสงครามได้มีการสร้างพระวิหารขึ้นใหม่ตามแบบของกรมศิลปากร
          แผ่นดินของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือนั้น  มีพระสงฆ์องค์หนึ่งสึกออกมาชื่อ  ธรรมเถียร  มีคนเชื่อถือมาก  ได้อ้างตัวเป็น  เจ้าฟ้าพระขวัญ  พระโอรสของพระเพทราชาที่สมเด็จพระเจ้าเสือทรงให้สำเร็จโทษแต่แอบอ้างว่าเจ้าฟ้าพระขวัญนั้นหนีไปได้  ธรรมเถียรจึงขี่ช้างรวมพลเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา  เพื่อก่อการยึดอำนาจ  สมเด็จพระเจ้าเสือทรงยิงปืนยาวจากป้อมมหาไชยไปถูกธรรมเถียรตกจากหลังช้างเสียชีวิต
หลังจากกรณีพันท้ายนรสิงห์แล้วได้โปรดให้ขุดคลองสนามชัยจากปากน้ำสาครบุรี  (สมุทรสาคร)  เพื่อให้ออกไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาที่พระประแดง  โดยให้ฝรั่งส่องกล้องแก้วเอาไม้หักเป็นแนวคลอง  ปากคลองกว้างแปดวาพื้นคลองกว้างห้าวา  สึกหกศอก  แล้วให้พระราชสงครามเป็นแม่กองเกณฑ์คนทำการขุดคลองแต่ไม่ทันเสร็จ  ก็สิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือเสียก่อน
          สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นต่อมาทรงประชวรหนัก  และทรงพระพิโรธเจ้าฟ้าเพชร  พระมหาอุปราช  ทำให้พระองค์ทรงเวนราชสมบัติให้แก่  เจ้าฟ้าพร  พระบัณฑูรน้อย  เมื่อสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่  9  กุมภาพันธ์  ปีชวด  พ.ศ. 2251  รวมมีพระชนม์  45  พรรษา  ครองราชย์อยู่  7  ปี  เจ้าฟ้าพร  พระบัณฑูรน้อย  ก็ยอมเวนคืนราชสมบัติให้เจ้าฟ้าเพชร  ครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อมา
          สมเด็จพระเจ้าเสือหรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่  8  คือ  ขุนหลวงสรศักดิ์มีพระชนมายุ  36  พรรษา  ขึ้นครองราชย์  พ.ศ. 2246  รัชกาลนี้  มีพระราชพิธีพระบรมศพพระราชบิดา  ให้สร้างพระอารามที่บ้านโพธิ์ประทับช้างอสุนีบาตต้องยอดพระมณฑปวัดมงคลบพิตร  เสด็จนมัสการพระพุทธบาทเสด็จประพาสเมืองเพชรบุรี  เมืองสาครบุรี  และเกิดคดีประหารพันท้ายนรสิงห์  จึงโปรดให้ขุดคลองโคกขาม  ปลายรัชกาล  เมื่อ  พ.ศ. 2249  สมเด็จพระเจ้าเสือมีพระชนมายุได้  45  พรรษาทรงประชวรอยู่  ณ  พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์และสวรรคตในปี  พ.ศ. 2451  นั้น  บางแห่งว่าครองราชย์  พ.ศ. 2240 – 2251  (11  ปี)  ศักราชไม่ตรงกัน)

ด้านศาสนา
1. ทรงปฏิสังขรณ์มณฑปสวมรอยพระพุทธบาทสระบุรี สร้างมาแต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งทำเป็นยอดเดียวชำรุด โปรดฯ ให้สร้างใหม่เป็น 5 ยอด รวมทั้งปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งอาราม
2. ปี พ.ศ. 2249 เกิดอัสนีบาตต้องยอดมณฑปพระมงคลบพิตร เครื่องบนมณฑป ทรุดโทรมพังลงมาต้องพระศอพระมงคลบพิตรหัก โปรดฯ ให้รื้อเครื่องบนออก ก่อสร้างใหม่แปลงเป็นมหาวิหาร
3. ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จพระราชดำเนินไปมนัสการพระพุทธฉายและสันนิษฐานว่าค้นพบในสมัยพระองค์
4. พระราชกรณียกิจที่สำคัญอันเกี่ยวเนื่องเมืองพิจิตร เพื่อเป็นการรำลึกถึงชาติภูมิของพระองค์สมเด็จพระเจ้าเสือได้โปรดให้สร้าง วัดโพธิ์ประทับช้างขึ้นที่เมืองพิจิตร โดยสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระมหาเจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิสงฆ์ มีอาณาบริเวณวัดกว้างขว้างใหญ่โต ใช้เวลาสร้าง 2 ปี จึงสำเร็จ เสด็จพระราชดำเนินมาทำการฉลองด้วยพระองค์เอง มีการฉลอง สามวันสามคืน มีมหรสพครึกครื้น และมีผู้คนมากมายมาฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทและดูมหรสพ ฉลองเสร็จแล้วทรงพระราชอุทิศถวายเลขข้าพระไว้สำหรับอุปฐากพระอารามถึง 200 ครัวเรือน นับว่าครั้งนั้นวัดโพธิ์ประทับช้างเป็นวัดที่เด่นที่สุดในเมืองพิจิตร สมเด็จพระเจ้าเสือทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก โปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าแตงโม(พระสุวรรณมุนี) เป็นพระอาจารย์สอนวิชาความรู้แก่พระราชโอรสและพระราชนัดดา ทรงไม่พอพระทัยที่เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ฝรั่งคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สึกออกมาทำราชการเป็นจำนวนมาก

ด้านคมนาคม
1. ทรงให้มีการตัดถนนข้ามบึงหูกวางที่เมืองนครสวรรค์
2. ทรงให้ขุดคลองโคกขาม ซึ่งคดเคี้ยวให้ตรงหลังจากเหตุการณ์หัวเรือพระที่นั่งหักและพระองค์ต้องมี รับสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ตามราชประเพณี
3. ทรงให้มีการปรับปรุงเส้นทางทางไปพระพุทธบาทสระบุรี ให้เดินทางมาสะดวกยิ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จอยู่ในตำแหน่งที่พระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2231 – 2246 เป็นเวลา 5 ปี เสด็จอยู่ในพระราชสมบัติ พ.ศ. 2246 – 2252 เป็นเวลา 7 ปี รวมการบริหารราชการแผ่นดินทั้งตำแหน่งรองพระมหากษัตริย์ และทรงเป็นพระมหากษัตริย์ได้ 22 ปี พระชนมายุจนถึงสวรรคต 47 พรรษา

https://namthip1211.blogspot.com/